Contact Us, We will assist you

Lorem ipsum dolor sit amet, cons ectetur adipis cing elit, sekido alor eiusmod oplot tempor alor incididunt labore et dolore magna epoyt aliqua erolp shulp sed adip lrty opti iscing diam donec facilisi nullam vehicula ipsum atdi arcu cursus off vitae congue amet estyt.

ปัจจัยที่ทำให้ลูกเราเก่ง!

การเรียนรู้ของลูกน้อยเริ่มได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ของคุณแม่ รศ.นพ.วิทยา ถิฐาพันธ์ ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลกล่าวว่า การที่คนเราจะมีสมองดีหรือมีความเฉลียวฉลาดมีปัจจัยที่มาเกี่ยวข้องหลายประการ ปัจจัยที่สำคัญมี 3 ประการ คือ

  1. กรรมพันธุ์
  2. อาหารการกินของแม่ขณะตั้งครรภ์และของลูกภายหลังคลอด
  3. สิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวเด็กทั้งขณะที่อยู่ในท้องและภายหลังคลอด

คุณหมอวิทยายังกล่าวอีกว่า เนื้อสมองและเส้นใยประสาทที่เชื่อมโยงกับสมองและเชื่อมโยงกันเองเกิดเป็นข่ายใยเส้นประสาทอย่างมากและรวดเร็วเพื่อทำหน้าที่ต่างๆ ตั้งแต่ลูกน้อยมีอายุประมาณ 8 สัปดาห์ เรื่อยไปจนถึงคลอดออกมาแล้วมีอายุ 2 ขวบ หลังจากนั้นพัฒนาการของสมองก็จะลดลงทีละน้อย ดังนั้นช่วงทองที่ควรจะกระตุ้นพัฒนาลูกน้อยจึงควรเป็นช่วงเวลาดังกล่าว ดังนั้นจึงมีหลายคนกล่าวว่าหากเรารอให้ลูกเราจะเข้าโรงเรียนตามเกณฑ์คือ 5 ขวบ ก็อาจสายเสียแล้ว เพราะเราอาจไม่ได้ทำอะไรที่ช่วยการเรียนรู้ที่เหมาะสมในช่วง 8 สัปดาห์ – 5 ขวบนี้เลย

อยากให้ลูกเก่งภาษา ต้องเริ่มต้นอย่างไร?

การเริ่มต้นตั้งแต่ในครรภ์ ก็คงหนีไม่พ้นต้องเป็นหน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่ ที่สามารถสร้างปัจจัยและโอกาสให้ลูกน้อยได้ง่ายๆ ด้วยตัวเอง

  1. การปรับอารมณ์ให้ดีอยู่เสมอ คุณหมอวิทยากล่าวว่า จากการศึกษาทางการแพทย์พบว่าคุณแม่ที่อารมณ์ดีอยู่เสมอจะทำให้ร่างกายมีการหลั่งสารแห่งความสุขที่เรียกว่า เอนดอร์ฟิน (endorphin) ออกมาผ่านไปทางสายสะดือไปยังลูกทำให้ลูกมีพัฒนาการที่ดีทั้งสมอง (IQ) และอารมณ์ (EQ) ในทางตรงกันข้ามคุณแม่ที่มีอารมณ์หงุดหงิด โมโหง่าย ร่างกายจะหลั่งสารแห่งความเครียดที่เรียกว่า อะดรีนาลิน (adrenalin) ออกมาผ่านไปยังลูก ผลดังกล่าวจะทำให้ลูกคลอดออกมาเด็กงอแง เลี้ยงยาก พัฒนาการช้า ฟังดูแล้วจะว่าทำได้ง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก เพราะบางคนไม่ใช่คนที่จะปล่อยวางอะไรได้ง่ายๆ หรือเป็นคนเครียดตลอดเวลา ถ้าต้องมาปรับอารมณ์ให้ดี อาจจะเครียดจากการปรับอารมณ์หรือเปล่าผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

2. พูดคุยกับลูก คุณหมอวิทยากล่าวว่า การพูดคุยกับลูกในครรภ์บ่อยๆ

จะช่วยให้ระบบประสาทและสมองที่ควบคุมการได้ยินมีพัฒนาการที่ดีและเตรียมพร้อมสำหรับการได้ยินหลังคลอด คุณแม่ควรพูดกับลูกบ่อยๆ ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ประโยคซ้ำๆ เพื่อให้ลูกคุ้นเคยอย่าไปเล่าเรื่องทุกข์ใจ เช่น เป็นหนี้เขาอยู่ หรือส่งแชร์ไม่ทัน ให้ลูกฟังนะ เพราะเดี๋ยวลูกจะเครียดเสียตั้งแต่อยู่ในท้อง ฝึกพูดภาษาอังกฤษดีๆ สำเนียงดี พูดเพราะๆน่ารักๆในช่วงนี้คือดีมาก มีผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ไว้ใน The New York Times ว่า “ Language Lessons start in the womb”

การพูดคุยกับลูกนี้สามารถเริ่มพูดเป็นภาษาอังกฤษไปได้ตั้งแต่ตอนลูกยังอยู่ในท้องได้เลย และยังเป็นการซ้อมการใช้ภาษาอังกฤษของพ่อกับแม่ด้วย การที่คุณพ่อคุณแม่ฝึกฝนด้วยตนเอง หรือไป Take Course ภาษาอังกฤษ ฝึกพูดภาษาอังกฤษตั้งแต่ตอนนี้ก็ถือเป็นการที่ทำให้การฝึกฝนของคุณพ่อคุณแม่ส่งต่อไปถึงลูกได้ แล้วยังเป็นการเตรียมพร้อมภาษาอังกฤษก่อนที่จะพบหน้าลูกน้อยเมื่อคลอดเขาอีกด้วย

หมวดคำศัพท์พื้นฐานที่ควรสอน

หมวดคำศัพท์เหล่านี้จะเป็นสิ่งที่อยู่รอบตัว จำง่าย และได้ใช้บ่อยๆ ดังนี้
  • ตัวเลข (numbers) 1-100
  • สี (colours) black, white, yellow, purple, blue, orange, red
  • คำคุณศัพท์ (adjectives) big, small, tall, short, happy, sad
  • ร่างกาย (the body) head, eyes, mouth, arm, hand, leg, foot
  • ของเล่น / เสื้อผ้า / สัตว์ชนิดต่างๆ / อาหาร
หมวดคำถามในชีวิตประจำวัน
หมวดโครงสร้างทางภาษาทีเหมาะสม
หมวดเพลงและนิทาน
หมวด Playtime
หมวด My Family Culture

สิ่งที่สำคัญที่สุดอยู่ที่คุณพ่อคุณแม่ระมัดระวังในการออกเสียง (Pronunciation) ที่ถูกต้องไม่ว่าจะเป็น British หรือ American หรือ Australian accent ก็ไม่มีปัญหา แต่ที่สำคัญคือออกเสียง Phonics ให้ถูกต้องเป็นพอ เพราะทักษะแรกของการเรียนรู้ของลูกน้อยคือทักษะการฟัง (Listening skill) คอร์สอบรมเฉพาะสำหรับคุณพ่อคุณแม่ หรือ Nanny ที่ต้องการใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างถูกต้องตามหลักการจะช่วยให้ระบบประสาทและสมองที่ควบคุมการได้ยินมีพัฒนาการที่ดีและเตรียมพร้อมสำหรับการได้ยินหลังคลอด ดังนี้

แถมฟรี: หนังสือ English Moms, Dads, & Me

รับหนังสือฟรี หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 

เวลาทำการ จันทร์ – ศุกร์ เวลา 08:30 – 19:00
เวลาทำการ เสาร์ – อาทิตย์ เวลา 08:30 – 17:30